ภาวะเด็กเตี้ยในสังคมไทย

เตือนผู้ปกครองระวังอย่าหลงเชื่อสื่อสังคมออนไลน์หลอกโฆษณาเกินจริง ทั้งเรื่องการเพิ่มขนาดความสูงในหลากหลายรูปแบบช่วยให้เพิ่มความสูงได้เป็นเรื่องไม่จริง

ชมรมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย จัดงาน Growth Day  ครั้งที่ 1 สูงสมวัย: เคล็ด(ไม่)ลับ พร้อมรณรงค์ให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานที่สงสัยว่ามีภาวะเตี้ยผิดปกติหรือขาดฮอร์โมนเติบโต เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลต่าง ๆ

ศ.นพ.พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา ประธานชมรมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทยและกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม  สาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยในงาน Growth Day  ครั้งที่ 1 สูงสมวัย: เคล็ด(ไม่)ลับ ว่า สืบเนื่องจากปัจจุบัน พ่อแม่มีความสนใจถึงความสูงของลูก ดังนั้น“โรคเด็กเตี้ยผิดปกติหรือภาวะขาดฮอร์โมนเติบโต” จึงเป็นเรื่องที่สังคมอยากรู้และหาวิธีรักษา

โดยเด็กที่มีภาวะตัวเตี้ยหรือเจริญเติบโตช้า พบอยู่ประมาณร้อยละ 1-5  หรือเทียบเท่ากับจำนวนเด็ก 100 คนจะพบเด็กที่ตัวเตี้ยกว่าเกณฑ์อยู่ประมาณ 1-5 คน  ซึ่งจากปัจจัยหลายอย่างที่ผ่านมา ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลต่าง ๆ ของรัฐ หรือผู้ปกครองไม่ทราบว่าลูกหลานของตนเองป่วยเป็นโรคนี้อยู่ จึงไม่พามารับการรักษา  ทั้ง ๆ ที่ภาครัฐเองก็พร้อมที่จะให้บริการอยู่แล้ว

นอกจากนี้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก ได้นำเสนอในรูปแบบการโฆษณาเรื่องของการเพิ่มความสูงในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการยืดกระดูก การรับประทานอาหารเสริมสำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ เช่น นม แคปซูลอาหารเสริมราคาแพงหรือการฝังเข็มเพื่อเพิ่มความสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้มีผู้ปกครองและผู้ป่วยเกิดความเข้าใจผิดและหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง ทำให้เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากโดยไม่ได้ผลจริง  ชมรมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย จึงต้องการให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนในเรื่องดังกล่าว

ศ.นพ.พัฒน์ กล่าวว่า ความเตี้ยของคนเราเกี่ยวข้องกับ 2 สาเหตุหลัก คือ 1. ภาวะเตี้ยที่ตรวจพบพยาธิสภาพ มีสาเหตุต่าง ๆ  มากมาย   บางรายอาจมีเพียงสาเหตุเดียว   บางรายอาจมีหลายสาเหตุรวมกัน เนื่องจากการเจริญเติบโตของร่างกายเป็นผลรวมของปัจจัยต่าง ๆ  ร่วมกัน (Integrated Effects)  ได้แก่  พันธุกรรม อาหาร ฮอร์โมน สุขภาพกาย สุขภาพใจและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ดังนั้นความผิดปกติหรือความไม่สมดุลของปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าว ทำให้การเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ตามศักยภาพของพันธุกรรม  2. ภาวะเตี้ยที่ไม่ทราบสาเหตุหรือเตี้ยตามพันธุกรรม  พบได้บ่อย มี 2 ชนิดคือ 1. ภาวะเป็นหนุ่มสาวช้า เป็นภาวะปกติคือเด็กเข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าเด็กปกติทั่วไป

โดยที่สาเหตุไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนสำคัญในการกำหนดจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาวและมักจะมีประวัติครอบครัวว่าบิดาหรือมารดาเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ   หรือมารดามักมีประจำเดือนครั้งแรกช้า (อายุ 14-18 ปี) หรือบิดาเมื่อเป็นเด็กมักตัวเล็กกว่าเพื่อน ๆ เริ่มโตเร็วเมื่อเรียนชั้นมัธยมปลาย และมีความสูงสุดท้ายปกติ  และ 2. ภาวะเตี้ยตามพันธุกรรมหรือไม่ทราบสาเหตุ พบได้บ่อย

ส่วนมากมักมีพ่อหรือแม่เตี้ย หรือถ้าเตี้ยทั้งพ่อและแม่รวมทั้งปู่ย่าตายายเตี้ยด้วย ก็ชัดเจนมากขึ้นว่าเตี้ยจากพันธุกรรม กรณีที่พ่อแม่ไม่เตี้ยแต่ลูกเตี้ยกว่าปกติ โดยตรวจไม่พบความผิดปกติจากอัตราความสูงที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ก็ถือว่าปกติคือเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติ

ด้าน ศ.พญ.สมจิตร์ จารุรัตนศิริกุล   รองประธานฝ่ายวิจัย ชมรมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย และกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่าภาวะเด็กเตี้ยที่เป็นปัญหาด้านการเติบโต หมายถึงเด็กที่เจริญเติบโตช้ากว่าอัตราปกติทั้งน้ำหนักและส่วนสูง

โดยสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี จะยึดตามเกณฑ์ความสูงที่ต้องไม่ต่ำกว่าเส้นล่างสุดของกราฟมาตรฐานการเจริญเติบโตขององค์การอนามัยโลก และสำหรับเด็กอายุมากกว่า 5ปี ให้ใช้กราฟของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขในการวัด  กล่าวคือ เด็กแรกเกิด – 1  ปี มีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 25 ซม./ปี, เด็กอายุ 1-2 ปี  มีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 12ซม./ปี, เด็กอายุ 2-3 ปี มีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 8 ซม./ปี, อายุ 3 ปี – ก่อนวัยหนุ่มสาว มีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 4-7  ซม./ปี

โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 5 ซม./ปี   และในช่วงเข้าสู่วัยหนุ่มสาว เด็กมักจะโตเร็วขึ้น กล่าวคือ เด็กหญิงมีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 7-9 ซม./ปี  และเด็กชายเติบโตประมาณ 8-10 ซม./ปี ผู้ปกครองจึงควรสังเกตการเติบโตอย่างใกล้ชิด โดยดูจากสมุดสุขภาพของเด็ก

ด้าน ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ กุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  และประธานสมาพันธ์ค่อมไร้ท่อเด็ก ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ( Asia Pacific Pediatric Endocrine Society – APPES) กล่าวว่าหากผู้ปกครองพบว่าความสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว ควรพาเด็กไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ทำให้การเจริญเติบโตผิดปกติ เพื่อทำการวินิจฉัยหาสาเหตุ และให้การรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เด็กมีการเติบโตในอัตราปกติ

ที่มา : http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269117