ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเบาหวานในเด็กสำหรับคุณครู

เด็กเป็นเบาหวานได้ด้วยหรือ

คนส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับโรคเบาหวานในเด็ก จนอาจสงสัยว่าเด็กเป็นเบาหวานได้ด้วยหรือ เบาหวานในเด็ก ส่วนมากแล้วเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กทุกอายุตั้งแต่วัยอนุบาลจนถึงวัยรุ่น

เบาหวานชนิดที่ 1

เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากตับอ่อนถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของตนเอง ทำให้สร้างฮอร์โมนอินซูลินไม่ได้ เมื่อขาดอินซูลิน ระดับน้ำตาลก็จะคั่งค้างอยู่ในกระแสเลือด ทำให้ตรวจพบน้ำตาลในเลือดสูง สาเหตุแน่นอนยังไม่มีใครทราบ แต่ว่ามีปัจจัยหลายๆอย่างที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่ พันธุกรรม หรือเชื้อชาติ แต่จากการสำรวจในปัจจุบัน มีข้อมูลพบว่าอุบัติการณ์ของเบาหวานชนิดที่หนึ่งพบมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆปี ซึ่งอาจมีผลจากปัจจัยบางอย่างจากสิ่งแวดล้อม ทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้อง คือการเปลี่ยนแปลงสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติขึ้น ในบางการวิจัยก็พบว่าการติดเชื้อไวรัสบางชนิด อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันผิดปกติขึ้น อย่างไรก็ตามสาเหตุเหล่านี้ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ 100% ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแท้จริงหรือไม่ สำหรับอาการของโรคเบาหวานได้แก่ มีปัสสาวะบ่อยและเยอะ มีอาการกระหายน้ำบ่อยผิดปกติ และเนื่องจากร่างกายนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีอาการอ่อนเพลีย กินจุ หิวบ่อย น้ำหนักลด ในเด็กที่เป็นเบาหวานชนิดที่หนึ่งมักมีอาการเหล่านี้มาไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน และหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ก็อาจมีเลือดเป็นกรดและคีโตนคั่ง เราเรียกภาวะนี้ว่า “ดีเคเอ” (DKA; Diabetic ketoacidosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ฉุกเฉิน บางคนอาจอาเจียน ปวดท้อง หายใจหอบหรืออาจหมดสติ บางรายที่เป็นมากถึงกับเสียชีวิตก็ได้

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเบาหวานชนิดที่ 1  

“เด็กเป็นเบาหวานจากการทานน้ำตาลหรือของหวานมากเกินไป” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด บ่อยครั้งพ่อแม่มักรู้สึกผิดที่ลูกเป็นเบาหวาน บางคนโทษพันธุกรรมไม่ดี เลี้ยงลูกหรือดูแลลูกไม่ดีหรือเปล่าจึงทำให้ลูกเป็นเบาหวาน หมอต้องให้ความมั่นใจว่าไม่ใช่ พันธุกรรมเองก็ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าจะเป็นเบาหวานทั้งหมด อาจมาจากหลายๆปัจจัยที่ทำให้ตับอ่อนถูกทำลาย โดยอาจหาสาเหตุได้ไม่ชัดเจน

“รอรักษาเบาหวานให้หายก่อนค่อยมาโรงเรียน” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด การรักษาเด็กกลุ่มนี้คือต้องได้รับอินซูลินทดแทน ซึ่งในปัจจุบันจำเป็นต้องได้รับอินซูลินโดยรูปแบบฉีดเท่านั้น มีความพยายามผลิตอินซูลินในรูปแบบอื่นๆ เช่นรับประทาน หรือแบบพ่นทางปาก แต่พบว่าได้ผลไม่ดีเนื่องจากอินซูลินถูกทำลายได้ง่ายในกระเพาะอาหาร หรือมีผลข้างเคียงอื่นๆ การรักษาในระยะยาว ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่หนึ่งจำเป็นต้องฉีดอินซูลินวันละอย่างน้อย 2-4 ครั้ง ทุกๆวันไปตลอดชีวิต เนื่องจากตับอ่อนเสียหายอย่างถาวร

“เบาหวานเป็นโรคติดต่อ” เบาหวานไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะติดเบาหวานจากเพื่อน

“เป็นเบาหวานไม่ควรออกกำลังกายหรือเล่นพละ” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ระดับน้ำตาลควบคุมได้ดี เด็กทุกคนไม่ว่าเป็นหรือไม่เป็นเบาหวานควรจะมีการรับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสมตามวัย

“เป็นเบาหวาน ห้ามกินขนมหรือของหวาน” เด็กที่เป็นเบาหวานสามารถทานขนมและของหวานได้ตามโอกาสพิเศษเป็นครั้งคราว เช่นเดียวกับเด็กปกติ แต่ต้องเรียนรู้การฉีดอินซูลินให้เหมาะสม และไม่บริโภคน้ำตาลเกินกำหนด (ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน) เช่นเดียวกับที่แนะนำเด็กปกติทั่วไป

สิ่งที่สำคัญคือ เบาหวานชนิดที่หนึ่งนี้ เด็กดูแลตัวเองคนเดียวไม่ได้ พ่อแม่ เพื่อน คุณครู ต่างมีส่วนสำคัญมากในการให้กำลังใจ ดูแลการใช้ชีวิต การฉีดยา และการรับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รวมถึงต้องพยายามให้เด็กๆมีการพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจที่ดี เหมาะสมตามวัย ใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กปกติทั่วๆไป เมื่อแรกวินิจฉัย ทีมแพทย์พยาบาลจะช่วยสอนเรื่องอาหาร การดูแลตนเอง การเจาะเลือด ฉีดยา การจัดการภาวะน้ำตาลสูง (ไฮเปอร์ = hyperglycemia) การแก้ไขภาวะน้ำตาลต่ำ (ไฮโป = hypoglycemia) ครอบครัวจะได้รับการสอนให้มีความมั่นใจในการดูแลน้องๆที่เป็นเบาหวานได้เองที่บ้าน และที่สำคัญเมื่อเข้าโรงเรียน คุณครูมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยเหลือเรื่องการดูแลเบาหวาน โดยเฉพาะการช่วยเหลือเด็กเมื่อมีภาวะน้ำตาลสูงหรือต่ำผิดปกติ

สิ่งที่คุณครูควรทราบ

การวัดระดับน้ำตาลในเลือด

โดยทั่วไปเด็กที่เป็นเบาหวานควรเจาะดูระดับน้ำตาลก่อนอาหารทุกมื้อ คุณครูควรมีส่วนช่วยเหลือโดยเฉพาะในเด็กเล็ก และควรอนุญาตให้เด็กซึ่งเป็นเบาหวานตรวจระดับน้ำตาลได้ทุกเวลาที่สงสัยภาวะน้ำตาลต่ำหรือสูงผิดปกติ อาการของน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ เหงื่อออก, ตัวสั่น, ใจสั่น, กระสับกระส่าย, อ่อนเพลีย, หิวอาหาร, ปวดศีรษะ, เวียนศีรษะ, ตามัว, พูดลำบาก, คิดช้า, ซึม, สับสน, ชักเกร็งและหมดสติได้ เด็กแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกันไป หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบตรวจระดับน้ำตาลในเลือด หากพบภาวะน้ำตาลต่ำ (< 70 มก./ดล.) ควรให้การดูแลแก้ไขภาวะน้ำตาลต่ำ ให้รับประทานน้ำหวานเข้มข้นหรือน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ หรือ ลูกอม 3-4 เม็ด หรือ น้ำผลไม้ 120-180 ซีซี และตรวจน้ำตาลซ้ำ 10-15 นาทีถัดไป

อินซูลิน   

เด็กที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีการฉีดอินซูลินที่โรงเรียนในมื้อกลางวัน เด็กโตและวัยรุ่นมักสามารถฉีดยาเองได้ สำหรับเด็กเล็กอาจต้องการความช่วยเหลือ ภายใต้การดูแลของผู้ปกครองหรือคุณครู  แพทย์จะเป็นผู้ให้รายละเอียดปริมาณยาและวิธีการให้อินซูลินของเด็กแต่ละคน คุณครูมีส่วนช่วยในการจัดหาสถานที่ในการเก็บยาและฉีดยาได้อย่างปลอดภัยและถูกสุขอนามัย

การรับประทานอาหาร

เด็กที่เป็นเบาหวานควรได้รับสารอาหารที่เหมาะสมครบถ้วนตามวัย และจำเป็นต้องรับประทานอาหารตรงเวลา และบางคนจำเป็นต้องรับประทานอาหารว่างเพิ่มเติมตามเวลาที่กำหนด เนื่องจากอาจมีภาวะน้ำตาลต่ำ หากฉีดอินซูลินแล้วไม่ได้รับประทานอาหารอย่างเพียงพอเหมาะสม เด็กที่เป็นเบาหวานควรได้รับอนุญาตให้ดื่มน้ำเปล่าได้เพียงพอตามความต้องการ

การออกกำลังกายและกิจกรรมอื่นๆ  

เด็กที่เป็นเบาหวานควรออกกำลังกายสม่ำเสมอเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป ไม่ควรมีการถูกจำกัดกิจกรรมใดๆ การออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อใช้พลังงาน มีประโยชน์มากในการควบคุมระดับน้ำตาลและมีผลดีต่อสุขภาพด้วย แนะนำให้ออกกำลังกายหรือกิจกรรมออกแรงอย่างน้อยวันละ 20-30 นาทีทุกวัน โดยสอนให้ผู้ป่วยปรับลดขนาดอินซูลินหรือเพิ่มมื้ออาหารว่างขณะออกกำลังกายเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำตาลต่ำ

เด็กที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถเล่นกีฬาได้ตามปกติ ดังที่ปรากฏว่ามีผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นนักฟุตบอลทีมโรงเรียน หรือนักกีฬาบาลเกตบอล ขอเพียงแต่ผู้ป่วยรู้จักวิธีดูแลตนเอง รวมถึงกิจกรรมทัศนะศึกษา เข้าค่าย ศึกษาดูงาน ฯลฯ ควรได้มีโอกาสเข้าร่วมเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป

กำลังใจ: สิ่งสำคัญในการรักษา

กำลังใจนับเป็นสิ่งสำคัญในการรักษา ทั้งจากครอบครัว เพื่อน และคุณครู ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตอย่างคนปรกติ กล้าเปิดเผยว่าตนเองเป็นเบาหวาน และตระหนักอยู่เสมอว่าเบาหวานไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ตนเองแตกแยกจากผู้คนทั่วไป มีผู้ป่วยเบาหวานตั้งแต่เด็กจำนวนมากที่สามารถใช้ชีวิตจนประสบความสำเร็จ เช่น เป็นแพทย์ เป็นวิศวกร หรือศึกษาสำเร็จระดับปริญญาเอก การเป็นโรคเบาหวานยังทำให้เด็กมีระเบียบวินัยในการดูแลตนเอง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพเด็กในระยะยาว

เบาหวานชนิดที่ 2

นอกจากเบาหวานชนิดที่หนึ่งแล้ว ปัจจุบันก็พบเบาหวานชนิดที่สอง ซึ่งเริ่มเป็นกันมากขึ้นเรื่อยๆในเด็กวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วน ทั้งนี้เนื่องจากอุบัติการณ์ของโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในทุกช่วงวัย รวมถึงเด็กและวัยรุ่นด้วย เบาหวานชนิดที่สองนี้ ตับอ่อนยังสร้างอินซูลินได้ แต่เซลล์อ้วนมาก เลยดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอีกอย่างในเบาหวานชนิดที่สองนอกจากความอ้วน คือพันธุกรรม เนื่องจากถ้ามีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น อย่างไรก็ตามเบาหวานชนิดที่สองนี้ป้องกันได้ด้วยการลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมอาหารให้ดี ซึ่งอาจช่วยให้สามารถควบคุมน้ำตาลได้ โดยไม่ต้องใช้ยาฉีดหรือยารับประทาน การเฝ้าติดตามการเจริญเติบโตของเด็ก รีบวินิจฉัยและรักษาโรคอ้วนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอ้วน โดยคุณครู และกุมารแพทย์จะมีบทบาทสำคัญในการติดตามการเจริญเติบโตของเด็ก ให้ความรู้แก่ผู้ปกครองถึงผลเสียของโรคอ้วน รีบให้คำปรึกษาและติดตามอย่างใกล้ชิดเมื่อพบว่าเด็กมีน้ำหนักเกิน ควรสร้างแรงจูงใจให้เด็กและครอบครัวร่วมมือกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกาย เพื่อประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาในระยะยาว

รศ.พญ.ธนินี สหกิจรุ่งเรือง

หน่วยต่อมไร้ท่อเด็ก รพ.จุฬาลงกรณ์, สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ